การเลือกซื้อ MONITORS |
|
|||
|
|
เทคโนโลยีและการเลือกซื้อมอนิเตอร์เทคโนโลยีและการเลือกซื้อ [1] [2] [3] [รุ่นและยี่ห้อที่น่าสนใจ] [คุณลักษณะของมอนิเตอร์] [ตารางเปรียบเทียบราคา]
จอภาพโค้งมน จอภาพโค้งมน หรือจอภาพทั่ว ๆ ไป จะมีลักษณะของหน้าจอจะมีลักษณะโค้งเหมือนลูกแก้ว และไม่แบนเรียบ ซึ่งจอภาพโค้งมนในลักษณะเช่นนี้ก็ยังคงมีอยู่ในท้องตลาดให้เลือกซื้อกัน จอภาพโค้งมนจะมีข้อเสียอยู่ ก็คือ หน้าจอจะเกิดการสะท้อนของแสงไฟที่ตกกระทบ หรือสะท้อนกันหลอดนิออน สร้างความรำคาญให้ในขณะจ้องมอง และทำให้อาการเจ็บนัยน์ตาได้ เนื่องจากมีแสงรบกวนจากภายนอก อย่างไรก็ตามจอภาพโค้งมน ซึ่งเป็นลักษณะจอรุ่นเก่า ๆ ก็ยังมีข้อดีคือมีราคาที่ไม่แพงนักเมื่อเทียบกับจอภาพแบนเรียบ (Flat) หรือจอภาพแบนเรียบ และบาง (LCD) ซึ่งจอภาพชนิดโค้งมนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประมาณในการซื้อจอภาพที่ค่อนข้างจำกัด แต่ถ้าพอจะมีงบประมาณที่มากพอ ก็ขอแนะนำให้เลือกซื้อจอภาพแบนเรียบ (Flat Screen) จะดีกว่า เนื่องจากลดการสะท้อนของแสงได้ดี
จอภาพแบนเรียบ แต่ไม่บาง
จอภาพแบนเรียบ จะช่วยให้สัดส่วนรูปทรงของภาพสมจริงไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะใช้กับงานใด เช่น งานด้านออกแบบ CAD/CAM, Graphic Design, Computer Map หรือแสดงภาพจากโปรแกรมด้านความบันเทิงต่าง ๆ ทั้ง Game และภาพยนตร์
จอภาพแบน และบาง
ขนาดที่ควรเลือก สิ่งแรกสุดที่เรามักจะพิจารณาเลือกซื้อเป็นอันดับแรกน่าจะเป็นขนาดของจอภาพ ซึ่งปัจจุบันจอภาพน่าจะเริ่มต้นกันที่ขนาด 15 นิ้วเป็นอย่างต่ำ และขนาดที่นิยมกันแพร่หลายเกือบจะเป็นมาตรฐานในการเลือกซื้อนั้นจะมีขนาดจอภาพ 15-17 นิ้วเป็นต้นไป และควรเป็นจอแบน ซึ่งจะลดการสะท้อนของแสงที่ตกกระทบลงบนจอได้เป็นอย่างดี แต่จะไม่แนะนำให้ไปเลือกซื้อจอภาพขนาด 14 นิ้วอีกต่อไป เนื่องจากมีขนาดเล็กและยังมีความละเอียดและอัตรารีเฟรชที่ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ขนาดของจอภาพที่เราจะเลือกซื้อนั้นควรเลือกให้เหมาะสมกับงาน หากเป็นผู้ใช้ตามบ้าน หรือพนักงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ ทำงานโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว จอภาพขนาด 15-17 นิ้ว ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ส่วนจอภาพที่ขนาดใหญ่มักจะมีน้ำหนักที่ค่อนข้างมากอีกด้วย และกินพื้นที่บนโต๊ะทำงานอีกด้วย แต่หากเป็นผู้ใช้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับการจัดหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือ โฆษณา หรือทำงานด้านกราฟิก ออกแบบโครงสร้าง หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีการใช้งานโปรแกรมกราฟิกอย่างพวกโปรแกรม AutoCAD หรือ CAD/CAM, Micrographic Design ฯลฯ ควรจะใช้จอภาพที่มีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ขนาด 17 - 21 นิ้วขึ้นไป เนื่องจากขนาดของจอภาพที่ใหญ่ จะมีเนื้อที่ในการใช้งานบนจอภาพมากขึ้นตามไปด้วย และสามารถเก็บรายละเอียดการทำงานได้ดียิ่งขึ้น
ดอตพิช (Dot Pitch)
ดอตพิช (Dot Pitch) คือ ระยะห่างระหว่างจุดของแสงหรือจุดสีมีระยะที่น้อยที่สุด ที่ยิงบนจอภาพ ซึ่งระยะห่างยิ่งน้อยหรือขนาดดอตพิชที่มีขนาดเล็กก็จะยิ่งดี ทำให้ได้รายละเอียดของภาพชัดเจนมากขึ้น (สังเกตได้ง่าย โดยการพิมพ์ Font ตัวที่เล็กที่สุดในโหมดความละเอียดที่เท่ากัน เพื่อเปรียบเทียบว่ารายละเอียดของตัวอักษรของใครจะชัดเจนกว่า) จอภาพที่ดีโดยทั่ว ๆ ไปควรจะมีขนาดดอตพิชไม่เกิน 0.28 mm. ซึ่งหากมีขนาดยิ่งเล็กภาพจะยิ่งคมชัดยิ่งขึ้น
ความละเอียดของจอภาพ ความละเอียดของจอภาพเป็นอีกหนึ่งเกณฑ์ที่ต้องใช้ในการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากการปรับโหมดความละเอียดบนจอภาพที่แตกต่างกัน จะส่งผลต่อเนื้อที่การแสดงผลบนจอภาพ ซึ่งหากเป็นผู้ใช้ตามทั่ว ๆ ไป อาจจะปรับจอภาพไว้ที่โหมดความละเอียด 800 x 600 ก็เพียงพอแล้ว แต่หากเป็นผู้ทำงานในสำนักงาน หรือกลุ่มผู้ใช้ด้านกราฟิกควรจะปรับโหมดความละเอียดไว้ที่โหมดสูง ๆ ตั้งแต่ 1024 x 768 ขึ้นไป เพราะการปรับโหมดไว้ที่ความละเอียดสูง ๆ จะทำให้เนื้อที่บนหน้าจอมีรายละเอียดหรือพื้นที่บนจอมากขึ้นตามไปด้วย สำหรับจอภาพขนาด 15 นิ้ว ควรมีความละเอียดสูงสุด 1280 x 1024 หรือหากเป็นจอภาพขนาด 17 นิ้ว ก็ควรมีความละเอียดสูงสุดที่สามารถปรับได้ 1600 x 1200 และหากเป็นจอขนาดใหญ่ 19 - 21 นิ้ว ก็ควรมีความละเอียดสูงได้ถึง 1800 x 1400 รวมอยู่ด้วย เมื่อพูดถึงความละเอียดของจอภาพแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ อัตรารีเฟรช ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับความละเอียดของจอภาพด้วย
อัตรารีเฟรช (Refresh Rate ) อัตรารีเฟรช (Refesh Rate) หรือ ค่าความถี่ของจอภาพ (Vertical frequency) ซึ่งสัมพันธ์กับความละเอียดของจอภาพด้วย หากจอภาพขนาด 15 นิ้วควรจะมีอัตรารีเฟรชหรือระดับความถี่ 72 Hz ขึ้นไป ที่โหมดความละเอียด 1024 x 768 และควรสนับสนุนคุณสมบัติ Flicker Free หรือหากเป็นจอภาพขนาด 17 - 21 นิ้ว ก็ควรมีความถี่ 75 Hz ขึ้นไปที่ความละเอียด 1280 x 1024 หรือกล่าวให้ง่ายขึ้นก็คือ หากจอภาพรองรับจำนวนความถี่ (Hz) ระดับสูง ๆ ที่ความละเอียดสูง ๆ ก็จะยิ่งดี ซึ่งจอภาพจะไม่เกิดอาการสั่น หรือกะพริบ ช่วยทำให้ตาของเราไม่รู้สึกเจ็บ หรือปวดตา ปวดหัวเมื่อต้องจ้องจอภาพเป็นเวลานาน ๆ
Flicker Free Refresh Flicker Free Refresh เป็นอีกหนึ่งของคุณสมบัติเด่นและเป็นที่ต้องการของจอภาพ โดยปกติแล้วการแสดงผลออกทางจอภาพนั้นเกิดจากการวาดภาพบนจอภาพซ้ำหลาย ๆ ภาพใน 1 วินาที เพื่อให้ปรากฏเป็นภาพให้เราเห็นทางจอภาพคอมพิวเตอร์ หากอัตราการกะพริบของภาพนั้นต่ำกว่า 72 ครั้งต่อวินาที (72 Hz) ตาของคนเราจะสามารถรับรู้ได้ถึงการกะพพริบ ทำให้ขณะที่จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ จะสร้างความเมื่อยล้าให้กับนัยน์ตาของเรา
อย่างไรก็ตามการแสดงผลของจอภาพจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งค่าความถี่ของการ์ดแสดงผลด้วย แม้จอภาพจะรองรับการแสดงผลได้ที่โหมดความละเอียดและความถี่สูง ๆ ก็ตาม หากการ์ดแสดงผลที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพต่ำกว่าจอภาพ จอภาพก็จะไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ และในทางกลับกันหากใช้จอภาพที่มีสเปกต่ำ รองรับความถี่และโหมดความละเอียดได้ต่ำ และคุณมีการ์ดแสดงผลที่สามารถส่งความถี่และปรับความละเอียดได้สูงกว่าที่จอภาพจะรองรับได้ คุณก็จะใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่เช่นกัน ฉะนั้นการเลือกจอภาพจะต้องสัมพันธ์กับการเลือกซื้อการ์ดแสดงผลด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถใช้ประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ และคุ้มค่าต่อการใช้งานมากที่สุด
การเคลือบจอภาพ (Anti-Reflection Coatings) การเคลือบจอเพื่อลดแสงสะท้อนบนจอภาพมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ การเคลือบจอภาพด้วยฟิล์มบางแบบ "1.4 wave" ที่จะช่วยลดความเข้มข้นของการสะท้อนแสงด้วยการทำให้เกิดการสะท้อนแสงสองจุดที่ออกแบบให้สะท้อนกันเองเพื่อให้แสงสะท้อนที่ออกมาลดลงไป การลดแสงสะท้อนแบบนี้จะไม่สมบูรณ์นัก เพราะมีตัวแปรอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น มุมของแสงที่ตกกระทบ และสีของแสง อีกวิธีก็คือการเคลือบจอภาพแบบ Optical Anti-Reflection Coatings ซึ่งเป็นวิธีที่ดีและแพงที่สุด เป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้ในเลนส์กล้องถ่ายรูปคุณภาพสูง ซึ่งลดแสงสะท้อนได้ดีในทุกมุมหักเหของแสง และทุกสี และทนทานต่อการขูดขีด และการใช้งานสูง ซึ่งส่วนใหญ่การใช้ Anti-Reflection Coatings นั้นจะใช้ควบคู่กับจอภาพแบบ Tinted Screens หรือ Circular Polarizers เป็นต้น
|
|||
|
สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2542- โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) |
||