การเลือกซื้อ
UPS
แนวโน้มเทคโนโลยี
เทคโนโลยีและการเลือกซื้อ [1] [2] [3]
[4] รุ่นและยี่ห้อที่น่าสนใจ
ตารางเปรียบเทียบราคา
5.ไฟกระชาก
(Spike)

เกิดจากการเพิ่มขึ้นของแรงดันไฟฟ้าอย่างสูงในระยะเวลาสั้น
สาเหตุอาจเกิดฟ้าผ่าในบริเวณใกล้กับสายไฟหรือผ่าโดยสายไฟ
ซึ่งแบ่งเป็น 2 ลักษณะ
ผ่าใกล้สายไฟ (Indirect Strike)
และผ่าโดนสายไฟ (Direct Strike)
ซึ่งลักษณะหลังโอกาสเกิดจะน้อยกว่าแต่ความรุนแรงสูงกว่า
เพราะเมื่อมีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำกระแสภายในสายไฟ
(ตัวนำ) เกิดข้อผิดพลาด
ทำให้เกิดกระแสที่เพิ่มขึ้นในสายไฟ
สำหรับการทำงานในออฟฟิตสามารถเกิดปัญหานี้ได้เช่นกัน
เนื่องจากการทำงานของอุปกรณ์บางชนิดต้องการกระแสไฟสูงในบางขั้นตอนการทำงาน
เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร
ไฟกระชาก
(Surge)แบ่งเป็น 3 อย่าง
1.ไฟกระชากในทิศทางเดียว
Unidirectional Impulse
เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น
ฟ้าผ่า
ซึ่งเกิดได้ทั้งแบบโดยตรงหรือแบบเหนี่ยวนำ
เกิดได้ทั้งซีกบวกและลบ
2.ไฟกระชากที่มีลักษณะแกว่ง
(Oscillatory Impulse)
เกิดจากที่ระบบไฟฟ้ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อ
Surge
เพราะโดยคุณสมบัติของระบบไฟฟ้าเอง
ด้วยระบบไฟฟ้ามีค่าความเป็น
Inductive (L) และ Capacitive (C)
จึงเกิดการแกว่งของลูกคลื่นติดตาม
Surge มาลักษณะคล้าย Oscillate
3.ไฟกระชากแบบ
Repetitive Impulse เป็นลักษณะของ Surge
ซึ่งเกิดซ้ๆ
ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
สาเหตุโดยมากมักเกิดจากการทำงานของอุปกรณ์ประเภท
SCR
6.รูปสัญญาณไฟฟ้าที่ถูกรบกวน

เป็นปัญหาด้านการรบกวนไฟฟ้า
โดยมากเป็นปัญหาจากการไปรบกวนรูปคลื่น
Sine ทำให้เมื่อรูปคลื่น Sine
ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
จะส่งผลกับอุปกรณ์ประเภทมอเตอร์
เพราะเมื่อรูปคลื่น Sine
เสียรูป
มอเตอร์จะเกิดความร้อน
เนื่องจากฮาร์โมนิกในรูปสัญญาณ
และอีกปัญหาหนึ่งของการรบกวนระบบไฟฟ้าคือ
ความถี่สัญญาณผิดปกติ
ซึ่งปัญหานี้ประเทศไทยไม่ค่อยได้พบเพราะความถี่ที่การไฟฟ้าจ่ายให้ค่อนข้างคงที่ที่ความถี่
50 Hz
ด้านผลกระทบถ้าความถี่สัญญาณไม่คงที่จะส่งผลกับอุปกรณ์ประเภท
Time Base equipment
หรืออุปกรณ์ที่ต้องการแปลงความถี่มาเป็นเวลา
(Clock) เพื่อนำมากำหนดความเร็ว
(Speed)
ในการทำงานเกิดข้อผิดพลาด
ปัญหาด้านรูปคลื่นสัญญาณมักมีสาเหตุมาจากทั้งด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและการเปิด-ปิด
Switch ของเครื่องใช้ไฟฟ้า
รวมถึงเครื่องส่งวิทยุ
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
ในโรงงานอุตสหกรรม
ซึ่งอาจรบกวนเป็นบางครั้งหรือตลอดเวลาที่มีการทำงานของเครื่อง
หลังจากที่เราได้ทราบถึงปัญหาหลักๆ
ที่มารบกวนการทำงานคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว
เรามาทำความรู้จักกับยูพีเอส
(UPS) ว่าคืออะไรและมีกี่ชนิด
รวมถึงมีโครงสร้างการทำงานอย่างไรและเหมาะสมกับงานประเภทไหน
UPS คืออะไร
ยูพีเอสเป็นคำย่อมาจาก
(UPS = Un-interruptible Power Supply)
หมายถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า
ในช่วงเวลาที่แหล่งจ่ายกำเนิดไฟฟ้าปกติไม่สามารถให้ไฟฟ้าได้หรือพลังงานไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพ
สมบูรณ์เพียงพอต่อความต้องการของเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์
โดยความสามารถของยูพีเอสแต่ละแบบก็มีความแตกต่างกัน
ทำให้หน้าที่ของยูพีเอสมีความสามารถตั้งแต่ใช้ในการสำรองไฟเพียงอย่างเดียวจนถึงมีความสามารถในการรักษาคุณภาพมาตรฐานของพลังงานไฟฟ้าที่จ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า
โดยให้มีความสมบูรณ์ของพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด
จึงทำให้ยูพีเอสมีหลายประเภทตามชนิด
ความสามารถและระดับราคา
ประเภทของยูพีเอส
ยูพีเอสที่พบอยู่ในตลาดคอมพิวเตอร์เมืองไทย
แบ่งเป็นประเภทหลักๆ ได้ 3
ประเภท ได้แก่ ระบบ Stand
By UPS (Passinve-Standby UPS), Line Interactive UPS และ On
Line UPS (Double Conversion UPS)
ซึ่งแต่ละชนิดจะมีหลักการทำงานและโครงสร้างที่แตกต่างกันไป
รวมถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางการรบกวนทางด้านไฟฟ้าและอาจมีการเพิ่มเติมอุปกรณ์หรือพังก์ชั่นพิเศษบางส่วนตามแต่ละรุ่น
โครงสร้างและหลักการทำงานของยูพีเอส
ก่อนอธิบายโครงสร้างและหลักการทำงาน
ขออธิบายอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงานของยูพีเอส
ซึ่งอาจแตกต่างกันไปบ้างไม่มากนักในแต่ละยี่ห้อ
ถ้ามีการเพิ่มความสามารถพิเศษเข้าไป
-
Stabilizer
อุปกรณ์ในการตรวจสอบแรงดันไฟฟ้า
สามาถทำหน้าที่ในการปรับค่าแรงดันไฟฟ้าในช่วงหนึ่งให้อยู่ในช่วงที่กำหนดหรือช่วงที่อุปกรณ์ไฟฟ้าสามารถทำงาน
ได้อย่างไม่มีปัญหา เช่น
อุปกรณ์ไฟฟ้าสามารถทำงานได้ดีเมื่ออยู่ในช่วง
190-240V
แต่ถ้าแรงดันไฟฟ้าที่เข้าสู่ยูพีเอสมีค่าที่มากกว่า
240 หรือน้อยกว่า 190
แต่ยังอยู่ในช่วง 170-264V
ซึ่งเป็นช่วงที่ Rectifier
สามารถปรับแรงดันไฟฟ้าได้
Rectifier
จะทำการปรับแรงดันที่เข้ายูพีเอสที่มากหรือน้อยกว่า
ให้อยู่ในช่วง 190-240V
จึงไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่บ่อยๆ
เป็นการช่วยถนอมแบตเตอรี่
และได้ระดับแรงดันที่อยู่ในช่วงเหมาะสมกับการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า
โดยจะมีเฉพาะชนิด Line Interactive
และ Double Conversion UPS
-
Rectifier
เป็นอุปกรณ์ที่ทำการแปลงระบบไฟฟ้าจากกระแสสลับมาเป็นกระแสตรง
ซึ่งโดยมากอุปกรณ์ที่อยู่ถัดจาก
Rectifier คือ Charger
หรืออุปกรณ์ที่ชาร์ตกำลังไฟลงสู่แบตเตอรี่
ทำให้ในไดอะแกรมการทำงานส่วนมาจึงเขียนรวมกัน
หรือเขียนเพียง Rectifier
เท่านั้น
-
Inverter
เป็นอุปกรณ์ที่ทำการแปลงระบบไฟฟ้าจากกระแสตรงมาเป็นกระแสสลับ
และมีโครงสร้างที่ยุ่งยากและยูพีเอสจะดีหรือไม่
Inverter ก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะ
สามารถแปลงไฟจากกระแสตรงให้ได้กระแสสลับสมบูรณ์หรือไม่
-
Battery
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรองไฟและจ่ายให้กับระบบเมื่อเกิดปัญหาด้านไฟฟ้า
ซึ่งยิ่งแบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากเท่าใด
ก็สามารถสำรองไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ได้นาน
-
Load
หมายถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รับการจ่ายไฟจากยูพีเอส
ได้แก่ คอมพิวเตอร์
โดยอุปกรณ์แต่ละชิ้นจะต้องการพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในการทำงาน
รวมถึงคุณภาพของพลังงานไฟฟ้าที่ต้องการก็แตกต่างกันด้วย
ซึ่งในบางอุปกรณ์ต้องการความสมบูรณ์ของแรงดันไฟฟ้ารูปคลื่นสัญญาณ
Sine wave ที่สมบูรณ์
รวมถึงความถี่สูงมาก เช่น
อุปกรณ์ทางการแพทย์
แต่ในบางอุปกรณ์ก็สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องมีรูปคลื่นสัญญาณเป็น
Sine wave ก็ได้ เพียง Simulated sine
ก็สามารถทำงานได้
-
ตัวกำจัดเสิร์จ
เป็นอุปกรณ์ป้องกันแรงดันไฟฟ้าเกิน
ซึ่งมีหน้าที่ในการทำงานโดยนำกระแสเมื่อได้รับแรงดันเกินขีดจำกัด
ซึ่งอุปกรณ์นี้จะไม่จำกัดเสิร์จในลักษณะของการกรองแต่จะเป็นการเบี่ยงเสิร์จให้ไหลลงดิน
และที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
คือ
เวรีสเตอร์แบบออกไซด์โลหะ
(Metal Oxide Varistor : MOV)
...ย้อนกลับ
| อ่านต่อ... |