.

การเลือกซื้อ Sound Card

 

 

 

[MainBoard]   [Display Card]   [หน้าหลัก]

การเลือกซื้อ Sound Card

เทคโนโลยี    การเลือกซื้อ [1] [2] [3]   รุ่นและยี่ห้อที่น่าสนใจ [1] [2]   ตารางเปรียบเทียบราคา

 


Sound Card

การ์ดเสียงกลายเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่จำเป็นสำหรับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเสียแล้ว เนื่องจากสร้างความเพลิดเพลิน และขยายการทำงานของคอมพิวเตอร์ได้กว้างขึ้น ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์มีสีสันยิ่งขึ้น เช่น ระบบมัลติมีเดีย การเล่นอินเตอร์เน็ต เช่น ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การส่ง Voice Mail การฟังเพลงผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่งานด้าน Video Graphice ที่ต้องใช้เสียงประกอบการสร้างภาพยนตร์ต่าง ๆ และงานอื่น ๆ อีกมากมายที่จำเป็นต้องใช้การ์ดเสียงช่วยในการทำงาน

การ์ดเสียงในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้นจากเดิม และในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เกือบทุกเครื่องจะมีการติดตั้งการ์ดเสียงไว้ให้เรียบร้อย พร้อมขายในรูปแบบคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย สำหรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปและพอสังเกตได้ เริ่มจากแต่เดิมนั้นการ์ดเสียงที่ดีเท่านั้นที่จะมี wavetable ติดตั้งมากับการ์ดเสียงด้วย เพื่อให้สามารถเล่น MIDI ให้มีคุณภาพและเสียงสมจริงใกล้เคียงกับเสียงจริงยิ่งขึ้น และจะมีราคาแพงมาก แต่ปัจจุบันการ์ดเสียงที่มี wavetable กลับมีราคาถูกลงอย่างมาก และสามารถให้คุณภาพของ wavetable ได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้การ์ดเสียงส่วนใหญ่ยังคงเป็นการ์ดเสียงแบบ 16 บิต ซึ่งผู้ผลิตยังคงใช้เทคโนโลยี 16 บิตเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่อย่างใด

แต่ที่สังเกตได้ชัดเจนก็คือ การพัฒนาในเรื่องของระบบเสียงรอบทิศทางที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มีค่ายที่ผลิตการ์ดเสียงอยู่หลายเจ้าด้วยกัน ที่นำเทคโนโลยีของตนมาแข่งขันในตลาด พร้อมด้วยเอฟเฟคท์ของเสียงที่ได้จากเทคโนโลยี่ EAX, A3D หรือแม้แต่การพัฒนาต่อเนื่องของ MIDI ที่ทำให้เราได้ยินและคุ้นเคยกับเทคโนโลยี่ SoundFont จากการ์ดเสียงของ Creative กันมากขึ้น ซึ่งรายละเอียดจะอธิบายไว้ดังข้อมูลต่อไปนี้


Wavetable Synthesis

Wavetable Synthesis คุณสมบัตินี้ช่วยให้คุณภาพเสียงดนตรีประเภท MIDI มีคุณภาพที่สูงมากขึ้น มีความสมจริงคล้ายกับฟังเสียงดนตรีจริง ๆ เพราะโน้ตแต่ละตัวจะถูกบันทึกจากเสียงของเครื่องดนตรีจริงต่าง ๆ แทนการสังเคราะห์เสียงจากชิพบนการ์ดเสียง ซึ่งในอดีตนั้นการ์ดเสียงที่มี Wavetable จะมีราคาแพงมาก แต่ปัจจุบันการ์ดเสียงที่มี Wavetable ด้วยนั้นถูกมากทีเดียว




SoundFont

SoundFont เป็นเทคโนโลยีที่ Creative นำมาผสมผสานกับการ์ดเสียง ซึ่งมีการพัฒนาต่อจากเทคโนโลยีคุณภาพเสียง MIDI ฉะนั้น SoundFont จึงเปรียบเสมือนรูปแบบของคุณภาพเสียง MIDI และให้เสียงของชิ้นดนตรีที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ช่วยให้เสียงดนตรีมีความยืดหยุ่นมากขึ้น SoundFont Banks เป็นห้องสมุดของซอฟต์แวร์ที่เก็บเสียงตัวอย่างของชิ้นดนตรีต่าง ๆเอาไว้หลากหลายเสียง ซึ่งเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งจะมีแบบของเสียงเก็บไว้หลายเสียง เช่น เสียงของเปียโน จะมีแบบของเสียงที่ได้ยินหลาย ๆ แบบด้วยกัน เสมือนกับเสียงที่เราได้จากชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นจริง ๆ SoundFont ช่วยให้เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นนั้นมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ SoundFont จะคอมแพตกับผลิตภัณฑ์ที่มี หรือการ์ดเสียงที่สนับสนุน E-MU / ENSONIQ ได้แก่

  • E-MU Audio Production Studio

  • E-MU E-Card

  • E-MU PC

  • E-MU The Music Box

  • Creative Labs SoundBlaster AWE-32

  • Creative Labs SoundBlaster AWE-64

  • Creative Labs SoundBlaster Live!

  • Creative Labs BlasterKey MP3

หรืออาจสรุปได้ว่า SoundFont ก็คือเสียงที่ปรับแต่งไว้สามารถโหลดเข้าในคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในเพลงของคุณ ซึ่งคุณอาจจะลองคิดว่า SoundFont นั้นก็เหมือนกับ text-font ที่ใช้ในโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์ SoundFont ถูกออกแบบมาให้บรรจุข้อมูลไว้ เช่นเดียวกัน wavetable synthesizers (การ์ดเสียงในเครื่อง PC ) สามารถจำลองเสียงได้เหมือนเสียงจริงที่ตั้งใจเอาไว้( ซึ่งก็ต้องอาศัยความสามารถของฮาร์ดแวร์ร่วมด้วย) เทคโนโลยีและฟอร์แมตของ SoundFont จะมีสนับสนุนโดย Sound Blaster Live! และ Sound Blaster Live! Value เหมือนกับการ์ดเสียงในตระกูล Sound Blaster AWE

ดังนั้นบุคคลที่จะใช้ SoundFonts ก็คงจะเป็นพวกนักแต่งเพลง นักแต่งทำนองดนตรี ซึ่งใช้ SoundFonts ในการแต่งทำนองเพลงด้วยเสียงพิเศษ นอกเหนือจากเสียงธรรมดา

SoundFound นี้สามารถซื้อเพิ่มในรูปแบบของ CD-ROM ซึ่งมี SoundFont Banks ถึง 500 แบบ พร้อมด้วย Vienna SoundFont Studio editor, SoundFont Librarian, เดโมเพลง 20 เพลง และบันเทิงกับ QuickTime Movie


เทคโนโลยีการ์ดเสียง

แนวโน้มของการ์ดเสียงในปัจจุบันมักจะสนับสนุนการเชื่อมต่อลำโพงได้เกินกว่า 2 ตัว เพื่อเน้นระบบเสียงรอบทิศทาง และสิ่งหนึ่งที่สำคัญและต้องการมากก็คือ API (Application Programming Interface - เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาไว้สำหรับการใช้ในการ "พูด (Talk)" ของการ์ดเสียง) และคุณสมบัติอีกอย่างก็คือ คุณสมบัติขั้นพื้นฐานอย่าง DirectSound และ GM (General MIDI)

ทำความรู้จักกับ API

API (Application Programming Interface) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาไว้สำหรับการใช้ในการ "พูด (Talk)" ของการ์ดเสียง

  • DirectSound 3D (DS3D) คุณสมบัตินี้จะมาพร้อมกับ API ของการ์ดเสียงส่วนใหญ่ (ยกเว้น A3D) DirectSound 3D ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ Microsoft สร้างขึ้นไว้ให้กับผู้พัฒนาต่าง ๆ DS3D เป็น อัลกอริธึมขั้นพื้นฐานของ 3D Sound ที่กำหนดตำแหน่งของเสียง และค่าอื่น ๆ สำหรับในอนาคตอันใกล้ของ DirectSound3D (ถัดจาก DirectX7 ไป) จะมีออปชั่นสำหรับเสียงสะท้อน (reverb) และคุณสมบัติอื่น ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย

  • EAX (Environmental Audio Extensions) ซึ่งถูกพัฒนาจากค่าย Creative Labs ซึ่งผลิตการ์ดเสียง Sound Blaster ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี เทคโนโลยี EAX นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันทางด้านระบบเสียงรอบทิศทาง 3D Sound คุณสมบัติของ EAX ก็คือ การกำหนดเสียงสะท้อนหรือเสียงก้องเอาไว้ให้กับการ์ดเสียง โดยจำลองเสียงสะท้อนในอากาศภายในห้อง หรือสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ของเกมที่สนับสนุนระบบเสียง 3D ในเวอร์ชันใหม่ของ API จะสังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะสนับสนุน EAX2.0 ซึ่งในเวอร์ชันนี้จะสนับสนุน หูฟัง (Headphones) และลำโพง 2 ตัว และลำโพง 4 ตัวด้วย

  • A3D เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีระบบเสียงรอบทิศทางที่ถูกพัฒนาและสร้างชื่อขึ้นจาก Aureal โดยเวอร์ชันแรก ๆ จะเป็น A3D1.x จะสนับสนุนเพียงลำโพง 4 ตัว และ 3D Sound เท่านั้น และต่อมาได้มีการเปิดตัว A3D 2.0 โดย Aureal ได้ทำการจำลองห้อง และสร้างเสียงด้วยการใช้เรขาคณิต และตัวเลขของข้อมูล 3D Sound ซึ่งการพัฒนานี้จะช่วยให้เกิดเสียงในระดับต่าง ๆ ได้ดีและเหมือนจริงมากขึ้นน และในเวอร์ชันถัดไปก็คือ A3D 3.0 เวอร์ชันนี้เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่จะทำงานอยู่บนฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ และได้พัฒนาขยายเอฟเฟคท์ของ A3D ให้มากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับเกมและแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ

นอกจากเทคโนโลยีการ์ดเสียงที่มี EAX หรือ A3D แล้วนั้น ยังมีการ์ดเสียงที่ผลิตจากค่ายอื่น ๆ อีก เช่น Sensaura ที่แนะนำ MX400 หรืออย่าง Qsound แต่อย่างไรก็ตามการ์ดเสียงส่วนใหญ่ในปัจจุบันล้วนแล้วแต่สนับสนุนอยู่แค่ 2 เทคโนโลยีหลัก ๆ จากสองค่ายการผลิตเท่านั้นเอง ก็คือ Aureal A3D2.0 หรือ EAX (หรือไม่ก็เป็นการ์ดเสียงที่มีเทคโนโลยีที่คอมแพตทิเบิลกับ EAX ด้วย) ซึ่งเทคโนโลยีของการ์ดเสียงทั้งสองนี้จะสนับสนุนเกมต่าง ๆ ที่พร้อมใช้ระบบเสียงรอบทิศทาง

 

แต่ลองมารู้จักกับ Sensaura และ Qsound กันสักนิดหน่อยก่อน

  • Sensaura (Sensaura Interactive Positioning) ได้สร้างชื่อด้วยการเปิดตัว MX400 และ Guilemot Fortissimo ซึ่งมาพร้อมกับ EnvironmentalFX (คอมแพตทิเบิลกับ EAX ด้วย) , MacroFX, ZoomFX และ MultiDrive effects สำหรับ Sensaura นี้ได้มีการปรับเปลี่ยนจากอัลกอริธึมปกติของ 3D Sound ไป และมุ่งไปที่เทคโนโลยีของ Digital Ear Technology แทน Sensaura ช่วยให้ผู้ฟังมีประสบการณ์ในการฟังเสียงที่ดีอย่างแท้จริง และเทคโนโลยีนี้สนับสนุนทั้ง หูฟัง, ลำโพง 2 ตัว และลำโพง 4 ตัวด้วย

  • Qsound เป็นมรดกรุ่นเก่าของ API ที่ตกทอดกันมาในรูปของธุรกิจด้านดนตรีเพลง และในสนามการแข่งขันของโฮมสเตอริโอ โดยยืนยัดอยู่กับการสนับสนุน audio ผ่านออนไลน์ ซึ่งได้ร่วมมือกับ Real Networks สำหรับการทำ Plug-in ไว้สำหรับ Real Player หรือที่เรียกกันว่า IQ สามารถเสริมประสิทธิภาพประสบการณ์ในการฟังได้ดี ซึ่งจะอยู่ภายใต้ DirectSound 3D API พร้อมด้วยอัลกอริธึมของ 3D Sound ของตัวเอง และคอมแพตทิเบิลกับ EAX สนับสนุน หูฟัง, ลำโพง 2 ตัว และลำโพง 4 ตัว

...ย้อนกลับ   |   อ่านต่อ...

   
PC Buyer Guide
 

กลับด้านบน

[Scanner&Digital Camera]   [Media&Storage]   [Mainboard&Card]   [Dilsplay Monitor]
[CD-Rom, CDRW, DVD]   [Printer]   [Modem, UPS, Speaker]   [ISP]

สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2542- โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)