.

การเลือกซื้อMODEM

 

 

 

[UPS]   [Speaker]   [หน้าหลัก]

เทคโนโลยีและการเลือกซื้อ MODEM

ประเภทของโมเด็ม   เทคโนโลยีและการเลือกซื้อ [1]  [2]  [3]  [ตารางเปรียบเทียบราคา]

 

การเลือกซื้อ Modem

ในโลกแห่งยุคข้อมูลข่าวสาร ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถรับข้อมูล สื่อสารและติดต่อไปในที่ต่างๆ ของโลกได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันโมเด็มเป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุดในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร ด้วยความต้องการด้านข้อมูลนี้เองคอมพิวเตอร์เกือบทุกเครื่องทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยจึงมีโมเด็มติดตั้งอยู่ สังเกตได้จากร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พบว่ายอดขายของโมเด็มติดอับดับสูงต้นๆ ซึ่งการเลือกซื้อโมเด็มในปัจจุบันอาจดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างๆ ให้เลือกมากนัก แต่ความจริงแล้วการเลือกซื้อมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง วิธีการพิจารณาเลือกโมเด็มที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ทั้งด้านความสามารถ รุ่นและเทคโนโลยีใหม่ต่างๆ ที่มีในโมเด็มแต่ละรุ่น


โมเด็ม

โมเด็ม (MODEM) เป็นคำย่อมาจาก Modulator Demodulator หมายถึงอุปกรณ์ในการแปลงข้อมูลจากข้อมูลดิจิตอลของคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปแบบสัญญาณอนาล็อก เพื่อนำข้อมูลที่แปลงแล้วส่งผ่านสายโทรศัพท์ ในกระบวนการนี้เรียกว่า Modulation เมื่อสัญญาณอนาลอกเข้าสู่โมเด็มปลายทาง สัญญาณอนาลอกจะถูกแปลงสัญญาณให้อยู่ในแบบสัญญาณดิจิตอล ในกระบวนการนี้เรียกว่า Demodulation โดยรูปแบบของข้อมูลที่ใช้เป็นชนิดดิจิตอลคือ 0 กับ 1 ซึ่งเป็นรูปแบบข้อมูลมาจากซีพียูโมเด็มจะวิเคราะห์ข้อมูลและแปลงให้อยู่ในรูปแบบอนาล็อกเพื่อส่งไปในสายโทรศัพท์และแปลงกลับในรูป
ดิจิตอล


Analog Vs. Digital

ข้อมูลอนาล็อค (Analog) เป็นข้อมูลที่มีลักษณะต่อเนื่องกันตลอด ในขณะที่ข้อมูลดิจิตอล (Digital) เป็นข้อมูลที่มีลักษณะถูกแบ่งเป็นช่วงๆ (Steps) ซึ่งสัญญาณอนาล็อกเป็นเป็นสัญญาณต่อเนื่องโดยรวมสัญญาณทุกชนิดไม่ว่าดีหรือไม่ดีเข้าไว้ (ลักษณะคล้ายสัญญาณที่ได้จากธรรมชาติ) ต่างจากสัญญาณดิจิตอล ซึ่งจะไม่มีสัญญาณที่ไม่ต้องการ หรือสัญญาณรบกวนผสมอยู่


หลักการทำงาน

สัญญาณข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะใช้สัญญาณในรูปแบบของดิจิตอล ข้อมูลจะถูกเก็บเป็นบิต (bits) หมายถึง 0 (off) กับ 1 (on) สามารถแทนรูปแบบลักษณะกราฟให้เห็นได้โดยสัญญาณอนาล็อกจะเป็นกราฟที่มีรูปคลื่นโค้งมน ส่วนสัญญาณดิจิตอลจะมีรูปกราฟเป็นรูปคลื่นลักษณะเหลี่ยมๆ ดังนั้นเสียงเป็นสัญญาณอนาลอก ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงสามารถส่งข้อมูลเข้าไปเป็นสายโทรศัพท์ โดยโมเด็มจะนำสัญญาณดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปแบบเสียง ซึ่งเป็นสัญญาณอนาล็อก (เรามักได้ยินเวลาที่โมเด็มทำงานอยู่) ซึ่งโมเด็มฝ่ายรับข้อมูลก็จะแปลงสัญญาณกลับเป็นดิจิตอล


การบีบอัดข้อมูล

ข้อมูลที่มีการรับ-ส่งระหว่างโมเด็มจะถูกส่งในหน่วย bps (bits per second) ซึ่งในการส่งข้อมูลจะพบว่าข้อมูลจะถูกส่งเป็นจำนวนหลายบิต ดังนั้นการส่งข้อมูลให้เร็วขึ้นจึงต้องมีการบีบอัดข้อมูล การบีบอัดข้อมูลโดยทั่วๆ ไปแบ่งออกเป็น 2 โปรโตคอลได้แก่ MNP-5 มีการบีบอัดในอัตราส่วน 2 : 1 และ v.42bis ซึ่งอัตราส่วนในการบีบอัด 4 : 1


การควบคุมการรับส่งข้อมูล (Flow Control)

ในการเชื่อมเข้าสู่อินเตอร์เน็ตของโมเด็ม โมเด็มสามารถส่งข้อมูลได้เร็วเกือบเท่าๆ กับที่โมเด็มรับข้อมูล การควบคุมการส่งข้อมูลในโมเด็มแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ การควบคุมการส่งข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์ (XON/XOFF) และการควบคุมด้วยฮาร์ดแวร์ (RTS/CTS) ทำให้ระบบการรับส่งข้อมูลของโมเด็มแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิด SoftModem หรือโมเด็มที่ใช้ซอฟต์แวร์เป็นตัวควบคุมการทำงาน ทำให้จำเป็นต้องใช้พลังงานบางส่วนของซีพียูในการทำงาน ซึ่งโมเด็มชนิดนี้ที่มีจำหน่ายอยู่ เป็นโมเด็มที่ใช้ได้กับซีพียูที่มีเทคโนโลยี MMX เท่านั้น เพื่อใช้ในการจำลองซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงาน และโมเด็มทั่วๆ ไปที่มักเป็นชนิดควบคุมด้วยฮาร์ดแวร์ ผู้ใช้สามารถทราบได้ว่าโมเด็มที่ใช้งานอยู่เป็นชนิดใดนั้นก็ต้องพิจารณาตอนเลือกซื้อ เพราะจะมีระบุไว้ และอีกวิธีหนึ่งคือ การเข้าไปกำหนดการควบคุมการทำงานของโมเด็ม โดยคลิ๊กเลือกโมเด็มจาก Control Panel และเลือก โมเด็มที่ติดตั้งไว้ จากนั้นที่หน้าต่าง Modem Properties จากนั้นคลิ๊กที่ Properties เลือกหน้าต่าง Connection คลิ๊กที่ปุ่ม Advanced จะมีหน้าต่าง Advanced Connection Properties ที่ด้านขวาของหน้าต่างจะมี Use Flow Control ซึ่งจะมีให้กำหนดการใช้งานในการเลือกใช้การควบคุม แนะนำให้เลือกระบบการควบคุมการรับส่งข้อมูลด้วยฮาร์ดแวร์ (RTS/CTS) ซึ่งจะมีการรับส่งข้อมูลที่เร็วกว่าซอฟต์แวร์ เพราะฮาร์ดแวร์จะทำงานได้โดยไม่ต้องรอการควบคุมจากซอฟต์แวร์


UARTs และ Data Buffering

UARTs (Universal Asynchronous Receiver/Transmitters) เป็นวิธีที่คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์ Serial เช่น โมเด็ม UARTs ประกอบด้วย FIFO (First-In, First-Out Buffer เมื่อมีการติดต่อกัน First-In First-Out หมายถึงข้อมูลแรกที่เข้าสู่ Buffer และออกจาก Buffer ถ้าไม่มี FIFO ข้อมูลจะถูกเบียดและแย่งกันหรือปัญหาคอขวดถ้าข้อมูลถูกส่งโดยโมเด็ม

เริ่มแรก UARTs ใช้ INS-8250 ในการทำงาน และได้ถูกเปลี่ยนเป็น 16450 ซึ่งรับส่งข้อมูลกันที่ 1-byte แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเพราะซีพียูสามารถทำงานและส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น จึงถูกแก้ปัญหาโดย 16550 UART สามารถรับส่งข้อมูลกันได้ที 16-byte ซึ่งยังคงใช้กันในโมเด็มปัจจุบันนี้


มาตรฐาน Bell/CCITT/ITU-T

ในช่วงแรกๆ Bell, CCITT และ ITU-T ได้สร้างมาตรฐานของวิธี Modulation, Data tranfer และ Data Compression ซึ่งจะใช้สำหรับอเมริกา และ CCITT เป็นมาตรฐานนานาชาติ จน CCITT ได้เปลี่ยนมาเป็น ITU-T (International Telecommunicaitons Union

Telecommunication Standardization Sector ซึ่งในปัจจุบันได้ใช้มาตรฐาน V. เป็น CCITT/ITU-T


Data Tranfer Protocols

สำหรับการส่งผ่านข้อมูลหรือไฟล์คอมพิวเตอร์จะส่งในรูปแบบ Binary files ผ่านโมเด็ม โดยโปโตคอลที่ใช้ได้แก่ Xmodem และ Zmodem โดย Xmodem ถูกพัฒนาโดย Ward Christensen มีการส่งข้อมูล 128-byte ต่อบล็อก มีไฟล์แต่ละไฟล์ โดยโมเด็มตัวรับจะเช็คข้อมูลที่ได้รับว่าเสียหายหรือครบถ้วนหรือไม่ ถ้าไม่ครบถ้วนจะมีการส่งข้อมูลใหม่ และได้รับการพัฒนาให้เป็น Xmodem/CRC ซึ่งเพิ่ม Cyclical Redundancy Check algorithm แต่ Xmodem เหมาะกับโปโตคอลที่ช้า

Zmodem ถูกพัฒนาโดย Chuck Forsberg โดยส่วนท้ายของข้อมูลจะเพิ่ม CRC-32 error checking ในการตรวจสอบข้อผิดพลาด ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องรอผลการรับข้อมูลของอีกโมเด็มว่าครบสมบูรณ์หรือไม่ เหตุนี้ทำให้ Zmodem จึงเป็นโปโตคอลที่เร็วกว่าโปโตคอลอื่นๆ


มาตรฐาน Fax กับโปโตคอล

Fax แฟกซ์เป็นเครื่องมือที่ใช้มานานในการสื่อสารส่งข้อความ ซึ่งในปัจจุบันโมเด็มได้รวมความสามารถนี้เข้าไว้เกือบทุกรุ่น ทำให้โมเด็มเป็นอุปกรณ์ในการส่งแฟกซ์ที่เล็กและถูกกว่าในอดีต จุดเริ่มต้นของแฟกซ์แบ่งแฟกซ์ออกเป็นกลุ่ม 1 เป็นรุ่นที่ใช้ในอดีต ใช้เวลาในการส่งข้อมูลมาก ประมาณ 6 นาทีต่อหน้ากระดาษ จนประมาณช่วง ค.ศ.1970 ได้มีการพัฒนาเป็นกลุ่มที่ 2 แฟกซ์สามารถเปลี่ยนภาพเป็นสัญญาณดิจิตอล ซึ่งสามารถใช้ส่งข้อมูลได้จากโมเด็ม ด้วยความสามารถของดิจิตอลทำให้สัญญาณที่มีการส่งข้อมูลไม่มีสัญญาณรบกวน จึงดีกว่ากลุ่ม 1 ใช้เวลาประมาณ 3 นาทีต่อหน้ากระดาษ จากนั้นแฟกซ์ได้พัฒนาเข้าสู่กลุ่มที่ 3 ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลดีขึ้น มีให้ความละเอียดในการส่งแฟกซ์ให้เลือก 200x200 และ 200x100 ใช้ V.17 โปโตคอล ซึ่งแฟกซ์กลุ่มที่ 3 นี้มีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 14,400 bps ใช้ T.4 โปโตคอลในการควบคุมขนาดกระดาษ ความละเอียด เวลาในการส่งข้อมูลและรหัสการแปลงสัญญาณ และกำลังมีแฟกซ์กลุ่มที่ 4 กำลังเริ่มเข้ามา ซึ่งกลุ่มที่ 4 เป็นการออกแบบให้ใช้สายสัญญาณ ISDN ในการส่งสัญญาณ

สำหรับโมเด็มได้แบ่งออกเป็นหลายๆ ระดับ

  • ระดับ 1 แฟกซ์โมเด็มเป็นโมเด็มที่มีหลักการทำงานคล้ายกับแฟกซ์กลุ่มที่ 3 ซึ่งแฟกซ์โมเด็มระดับ 1 ใช้การทำงานโดยอาศัยซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงาน โดยใช้มาตรฐาน EIA/TIA-578

  • ระดับที่ 2 แฟกซ์โมเด็มจะใช้การทำงานและจัดการจากซีพียู ซึ่งใช้เวลาในการพัฒนานานกว่าจะมีระดับที่ 2 ซึ่งในระดับนี้จะมีมาตรฐานการทำงานที่แน่นอน

  • ระดับที่ 3 เป็นแฟกซ์โมเด็มที่มีการใช้มาตรฐาน T.4 ในการทำงาน

  • ระดับที่ 4 แฟกซ์โมเด็มจะมีบัฟเฟอร์ ซึ่งช่วยให้ใช้เวลาในการทำงานสั้นมาก

 

...ย้อนกลับ  |  อ่านต่อ...

   
PC Buyer Guide
 

กลับด้านบน

[Scanner&Digital Camera]   [Media&Storage]   [Mainboard&Card]   [Dilsplay Monitor]
[CD-Rom, CDRW, DVD]   [Printer]   [Modem, UPS, Speaker]   [ISP]

สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2542- โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)